สรุปสถานการณ์ศัตรูข้าว ระหว่างวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2564
  •   2021-11-19 09:37:47    111     4

สรุปสถานการณ์ศัตรูข้าว ระหว่างวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2564

สรุปรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าว กรมการข้าว ระหว่างวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2564
(รายงาน ณ วันที่  11 พฤศจิกายน 2564)


สถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2564) พบพื้นที่การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สมุทรสาคร และสงขลา พื้นที่ระบาดจำนวน  14 ไร่ การระบาดลดลง 469 ไร่

สถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าว รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร พบพื้นที่ระบาด จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา แพร่ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม ศรีสะเกษ อุบลราชธานี จันทบุรี สระแก้ว และปัตตานี พื้นที่ระบาดจำนวน  672 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้น 458 ไร่

สถานการณ์การระบาดของศัตรูข้าวชนิดอื่น รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2564) พบพื้นที่ระบาดจากการเข้าทำลายของศัตรูข้าว ดังนี้

- การระบาดของหนอนห่อใบข้าว จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น พื้นที่ระบาดจำนวน 3 ไร่ การระบาดลดลง 95 ไร่

- การระบาดของหนอนกอข้าว พบพื้นที่ระบาด 3 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม สุรินทร์ และปราจีนบุรี พื้นที่ระบาดจำนวน 34 ไร่ การระบาดลดลง 12 ไร่

- การระบาดของแมลงสิง พบพื้นที่ระบาด 1 จังหวัด คือ สงขลา พื้นที่ระบาดจำนวน 35 ไร่ การระบาดคงที่

- การระบาดของเพลี้ยพระโดดหลังขาว พบพื้นที่ระบาด 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสาคร พื้นที่ระบาดจำนวน 7,341 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้น 2 ไร่

ข้อมูลเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟของศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ (ติดตั้งกับดักแสงไฟที่สถานีศูนย์วิจัยข้าว และสถานีดงหลักหมื่น) ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร และศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)

ข้อมูลโรคไหม้ ในระหว่างวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2564 รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคไหม้จากสถานีเครือข่ายที่มีค่าความเสี่ยงเกินระดับวิกฤต (ค่าวิกฤต คือ 2.25) คือ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี (อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี) ส่วนศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ (สถานีศูนย์วิจัยข้าว และสถานีดงหลักหมื่น) ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี (จังหวัดสุพรรณบุรี) มีค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคไหม้ไม่เกินระดับวิกฤต

การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในสัปดาห์หน้า  ในช่วงวันที่ 9 - 15 พฤศจิกายน 2564 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณประเทศไทยมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร และทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ข้อควรระวังในช่วงวันที่ 9 - 15 พ.ย. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย ส่วนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย

การคาดการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสัปดาห์หน้า จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ข้าว พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวของเกษตรกร การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น โดยเฉพาะในแปลงที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น แปลงที่ปลูกข้าวแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ
ส่วนจังหวัดที่มีการรายงานพื้นที่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสัปดาห์นี้ ได้แก่ อุบลราชธานี สมุทรสาคร และสงขลา ควรมีการเฝ้าติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณน้อยกว่า 10 ตัว/กอ หรือยังไม่เกิดการระบาด สามารถใช้เชื้อราบิวเวอเรียควบคุมการระบาด แต่ในกรณีเกิดการระบาด พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลปริมาณ 10 ตัว/กอ หรือมากกว่า ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัด (www.ricethailand.go.th; องค์ความรู้เรื่องข้าว)

สารป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด ให้เลือกใช้ตามอายุของข้าว  ได้แก่
    • ข้าวหลังหว่าน ถึงอายุ 40 วัน พบตัวอ่อนระยะที่ 1-2 จำนวนมากว่า 5 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ บูโพรเฟซิน 10% ดับบลิวพี อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน/ไอโซโพรคาร์บ 5%/20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
    • ข้าวอายุ 41-60 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไพมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
    • ข้าวอายุ 61-80 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ ไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
     ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง หรือพบประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟในระดับที่สูงกว่าค่าวิกฤตอย่างมาก (ค่าวิกฤต 50,000 ตัวต่อวัน) สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด คือ สารไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่มาก) หรือสารซัลฟอกซาฟลอร์ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่น้อย) โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง    

การคาดการณ์การระบาดของโรคไหม้ในสัปดาห์หน้า
โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าประเทศไทยมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สภาพอากาศอาจมีความเหมาะสมกับการเกิดโรค ควรสำรวจติดตามในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6 ปทุมธานี 1 เป็นต้น โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง
แปลงนาในจังหวัดที่มีการระบาดของโรคไหม้ ตามรายงานฯ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ จังหวัดน่าน พะเยา แพร่ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม ศรีสะเกษ อุบลราชธานี จันทบุรี สระแก้ว และปัตตานี และพื้นที่ที่มีค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคไหม้เกินระดับวิกฤต ตามสถานีเครือข่ายของกรมการข้าว ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ราชบุรี และนครศรีธรรมราช พื้นที่ในจังหวัดเหล่านี้หรือพื้นที่ใกล้เคียง ควรมีการเฝ้าระวัง และติดตามการระบาดของโรคไหม้อย่างต่อเนื่อง
ในกรณีที่พบโรคไหม้มีอาการรุนแรง หรือพบพื้นที่ใบเสียหายจากการเป็นโรคถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะกล้า ถึงแตกกอเต็มที่ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะตั้งท้อง หรือพบแผลโรคไหม้ที่ใบธง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัดในการควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไตรไซคลาโซล
(ควรใช้เฉพาะในระยะกล้าถึงแตกกอ) คาซูกาไมซิน ไอโซโปรไธโอเลน คาร์เบนดาซิม* โพรคลอราช* เป็นต้น ตามอัตราที่ระบุ (*ใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะเป็นสารขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ)





  • bytes