พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในนาข้าวเป็นวงกว้างกว่า 6 หมื่นไร่ แนะชาวนา ในจ.สุรินทร์-ศรีสะเกษ เร่งสำรวจและเฝ้าระวังการระบาด

พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในนาข้าวเป็นวงกว้างกว่า 6 หมื่นไร่ แนะชาวนา ในจ.สุรินทร์-ศรีสะเกษ เร่งสำรวจและเฝ้าระวังการระบาด

 

พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในนาข้าวเป็นวงกว้างกว่า 6 หมื่นไร่

แนะชาวนา ในจ.สุรินทร์-ศรีสะเกษ เร่งสำรวจและเฝ้าระวังการระบาด 

P1

P2

P3

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์  อธิบดีกรมการข้าว   เปิดเผยว่า  ศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ข้าว  กรมการข้าว  (ศตส.)  ได้รายงานถึงสถานการณ์ศัตรูข้าว ว่า  ระหว่างวันที่ 15-21 กันยายน  2559  กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ศัตรูข้าว  พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยที่นับได้จากกับดักแสงไฟในศูนย์วิจัยข้าวและในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนใหญ่มีปริมาณลดลงจากสัปดาห์ก่อน  ยกเว้นศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรียังมีปริมาณสูง  เมื่อแยกตามภาคพบว่า ภาคเหนือ ที่ศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยที่นับได้จากกับดักแสงไฟมีปริมาณสูงขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่ผ่านมา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบการระบาดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ  และสุรินทร์ ภาคใต้ พบตัวเต็มวัยในปริมาณที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้มีรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร  ณ วันที่ 7  กันยายน  2559  พบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พื้นที่จำนวน 62,020 ไร่ (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 46,744 ไร่)  พบในข้าวอายุน้อยกว่า 40 วัน จำนวน 2,275 ไร่ ในข้าวอายุ 40-60 วัน จำนวน 19,879 ไร่  และในข้าวอายุมากกว่า 60 วัน จำนวน 39,866 ไร่ พื้นที่ 11 จังหวัด  ในเขตภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ จ. พระนครศรีอยุธยา  อ่างทอง  ชัยนาท  สระบุรี นครปฐม  และนครนายก และภาคตะวันออก  1  จังหวัด ได้แก่  จ.ฉะเชิงเทรา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  2  จังหวัด  ได้แก่ จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษ  ภาคเหนือ 2  จังหวัด  ได้แก่  จ.พิจิตร และแพร่

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ศตส. ยังได้รายงานถึงสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ด้วยว่า พบการระบาดในเขตจังหวัดปราจีนบุรี  หมู่ 5  ต.โคกปีบ  อ.ศรีมโหสถ  พื้นที่ 10  ไร่ สถานการณ์โดยรวมแยกตามภาคพบว่า ภาคกลาง มีรายงานค่าความเสี่ยงของสภาพอากาศในการเกิดโรคสูงกว่าระดับวิกฤตที่ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท  และในเขตพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาทและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี    ภาคเหนือ  มีรายงานค่าความเสี่ยงของสภาพอากาศในการเกิดโรคสูงกว่าระดับวิกฤตที่ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย  ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก  และในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์  ยังไม่มีการรายงานพบการระบาดในแปลงนาของชาวนา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายงานค่าความเสี่ยงของสภาพอากาศในการเกิดโรคสูงกว่าระดับวิกฤตที่ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี   ภาคใต้  ไม่มีรายงานค่าความเสี่ยงของสภาพอากาศในการเกิดโรค

โดยรายงานสถานการณ์การเกิดโรคไหม้ของกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 7 กันยายน 2559  พบการระบาด  พื้นที่จำนวน 15,934 ไร่ (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 6,073 ไร่)  ในระดับรุนแรง จำนวน 2,318 ไร่  และใน

ระดับไม่รุนแรง จำนวน 13,616 ไร่ พื้นที่ 17 จังหวัด  ในเขตภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม  ภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น  มหาสารคาม  สกลนคร  มุกดาหาร  นครราชสีมา  บุรีรัมย์  สุรินทร์  ศรีสะเกษ  และอุบลราชธานี  ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ลำปาง และแพร่

อธิบดีกรมการข้าว   กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  สถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลขณะนี้ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วงอย่างมาก  ประกอบกับในช่วงสัปดาห์หน้าเหมาะสมกับการระบาดในพื้นที่ภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้  และค่อนข้างเหมาะสมในภาคเหนือ  กรมการข้าวจึงขอให้ชาวนาได้สำรวจและติดตามสถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ  แปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงของทุกภาค  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการรายงานพบการระบาด ได้แก่ จ.สุรินทร์และศรีสะเกษ  และในพื้นที่พบการระบาดตามรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร  โดยในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลปริมาณน้อยกว่า 10 ตัว/กอ  หรือยังไม่เกิดการระบาด  สามารถใช้เชื้อราบิวเวอเรียควบคุมการระบาด  แต่กรณีที่พบการระบาดคือ พบในปริมาณ 10 ตัว/กอ หรือมากกว่า  ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัด โดยสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมการข้าว  www.ricethailand.go.th ; องค์ความรู้เรื่องข้าว หรือขอคำแนะนำจากหน่วยงานของกรมการข้าวใกล้บ้าน

สารป้องกันกำจัดแมลงที่แนะนำให้ใช้  ได้แก่  ข้าวในระยะหลังหว่านถึงอายุ 40 วัน กรณีที่พบตัวอ่อนมากกว่า  5 ตัว/ต้น  ให้ใช้บูโพรเฟซิน  หรือบูโพรเฟซิน+ไอโซโปรคาร์บ   หรือ  อีโทเฟนพร๊อท  ข้าวในระยะแตกกอ (อายุ 40-60 วัน)  กรณีที่พบตัวอ่อนสีน้ำตาลและตัวเต็มวัยปีกสั้น  มากกว่า 1 ตัว/ต้น ใช้ อีโทรเฟนพร๊อก  หรือ ไดโนทีฟูแรน  หรือ ไพมิโทรซิน  และข้าวในระยะตั้งท้องถึงระยะออกดอก  กรณีที่พบตัวอ่อนสีน้ำตาลและตัวเต็มวัยปีกสั้นมากกว่า 1 ตัว/ต้น  ใช้ไพมิโทรซิน  หรือไดโนทีฟูแรน  หรือคาร์โบซัลเฟน  ตามอัตราที่ระบุในฉลาก 

ส่วนในกรณีโรคไหม้นั้น  สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าเหมาะสมกับการระบาดในภาคกลาง  และภาคเหนือ  ค่อนข้างเหมาะสมกับการระบาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้  จึงควรสำรวจติดตามในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น  พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105  กข6  และพันธุ์พื้นเมือง  แปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการรายงานการระบาด  ได้แก่ จ.ปราจีนบุรี  และพื้นที่ตามรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร  หากพบโรคไหม้มีอาการรุนแรงและพื้นที่ใบเสียหายจากการเป็นโรคถึง  5 เปอร์เซ็นต์  ให้ควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรค  ตามคำแนะนำของกรมการข้าว  เช่น  ไตรโซคลาโซล  หรือ  คาซูกะมัยซิน  หรือไอโซโปรไธโอเลน  หรือ  คาร์เบนดาซิม  ตามอัตราที่ระบุ www.ricethailand.go.th ; องค์ความรู้เรื่องข้าว  หรือขอคำแนะนำจากหน่วยงานของกรมการข้าวใกล้บ้าน

*************************

กลุ่มประชาสัมพันธ์  กรมการข้าว  /  26 กันยายน 2559