กรมการข้าวสานต่อนโยบายรัฐเปิดถนนยางพาราที่หนองคาย ตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

 

13 12 61 0021กรมการข้าวสานต่อนโยบายรัฐเปิดถนนยางพาราที่หนองคาย ตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

 

กรมการข้าวสานต่อนโยบายรัฐเปิดถนนยางพาราที่หนองคาย

ตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

2561 12 13

          วันที่ 13 ธันวาคม 2561 เวลา 15.00 น. ณ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย กรมการข้าวจัดพิธีเปิดงานใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐของกรมการข้าว โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน นายจิรศักดิ์ ศรีคชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวต้อนรับ และ ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้กล่าวรายงานท่ามกลางแขกผู้ร่วมงานจากหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดหนองคาย

          นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารากว่า 4 ล้านตัน/ปี และกว่า 90 % ส่งออกต่างประเทศ ทำให้ประสบปัญหาราคาผันผวน จนปัจจุบันมีราคาตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเปรียบราคาต้นทุนที่รัฐบาลประเมินไว้ รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้เป็นส่วนผสมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนนลาดยาง เพื่อสร้างสมดุลของราคายางพาราในตลาด ควบคู่กับการออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและลูกจ้างในสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กรมการข้าวถึงแม้จะมีภารกิจดูแลชาวนาทั่วประเทศ แต่ก็ยังมีส่วนร่วมในการทำโครงการที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งรัดการใช้ยางพาราภายในประเทศ และดำเนินการจนประสบความสำเร็จ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรมการข้าวและหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

          ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การสร้างถนนที่มีส่วนผสมของยางพารามีประโยชน์หลายประการ เช่น เป็นถนนที่มีคุณภาพดี เนื่องจากทำให้ผิวถนนมีความลื่นลดลง มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุและอัตราการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนยางแอสฟัลท์หรือยางมะตอยธรรมดา ทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณในการซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ลดปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุระหว่างการซ่อมบำรุงผิวทาง และที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารา การใช้ประโยชน์จากยางพาราภายในประเทศจะช่วยทำให้พี่น้องชาวสวนยางมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

          โดยเฉพาะในจังหวัดหนองคายนั้น เกษตรกรประกอบอาชีพทำสวนยางรองจากการทำนา มีพื้นที่สวนยางประมาณ 255,000 ไร่ ผลผลิตรวม 64,700 ตัน กรมการข้าวจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางผิวทางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย โดยแขวงทางหลวงชนบทหนองคายให้ความร่วมมือในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง มีระยะทาง 1,950 เมตร กว้าง 4 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ 7,800 ตารางเมตร โดยผสมยางพารา 5 % ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 90 วัน นับเป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวสวนยางพาราที่มีส่วนร่วมในการผลิตน้ำยางเพื่อสร้างถนนเส้นนี้ด้วยเช่นกัน

          “กรมการข้าวมีความภาคภูมิใจที่ร่วมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากยางพาราที่ผลิตโดยพี่น้องชาวสวนยาง นอกจากถนนเส้นนี้แล้ว ในปี 2549 กรมวิชาการเกษตรยังได้ร่วมกับกรมการข้าว ผลักดันให้ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมการข้าวนำร่องทำผิวถนนลาดยางผสมยางพารา ด้วยถนนที่มีความกว้าง 3.5 เมตร หนาไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร ความยาว 2,000 เมตร พื้นที่ประมาณ 6,400 ตารางเมตร โดยใช้ส่วนผสมของยางพารา 6% ในการลาดยางซ่อมผิวถนน โดยถนนดังกล่าวมีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี แต่ยังมีสภาพดี กรมการข้าวจึงมีความตั้งใจที่จะขยายผลการซ่อมแซมถนนในศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกว่า 50 แห่ง ให้เป็นถนนลาดยางพาราเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยาง และประเทศชาติให้มากที่สุดต่อไป”

          อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากความพยายามอันต่อเนื่องและยาวนานของหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวข้องกับเรื่องยางพารา ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นหลักในการริเริ่มทดลองใช้ยางพาราผสมแอสฟัลท์หรือยางมะตอยเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2500 เส้นทางสายหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 100 เมตร ผ่านไป 10 ปี พบว่าถนนมีสภาพดีโดยไม่มีการซ่อมแซมเลย ในขณะที่ถนนที่สร้างไว้เปรียบเทียบผ่านการซ่อม 1 ครั้ง ดังนั้น จึงขยายผลการทดสอบและปรับปรุงเรื่อยมา แต่ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้เชิงพาณิชย์ได้ เพราะไม่มีเครื่องผสมแอสฟัลท์กับยางพารา โดยในขั้นตอนผสมต้องให้ความร้อนแก่แอสฟัลท์จนมีอุณหูมิ 160 องศาเซลเซียส และเติมน้ำยางพาราเข้มข้น ซึ่งในสภาวะนี้สารทั้งสองจะมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น เนื่องจากแอสฟัลท์เป็นสารที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี มีไอน้ำแรงดันสูง และการระเบิดได้หากให้ความร้อนไม่ถูกหลักวิชาการ จึงเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาคุณภาพยางมะตอยให้ดีขึ้น ประดิษฐ์เครื่องต้นแบบผสมยางมะตอยกับยางพาราชนิดน้ำยางข้นแบบเคลื่อนที่สำเร็จ ในปี 2548-2550 จึงขยายผลก่อสร้างถนนยางมะตอยผสมยางพาราภายในหน่วยงานของกรมวิชาการ และถนนสาธารณะดังที่ปรากฏในปัจจุบัน.

 

ณภิญา มุสิกะรักษ์/ข่าว