กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเรียนชี้แจงประเด็นที่หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์

4 ok กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเรียนชี้แจงประเด็นที่หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์

 

4 ok

          กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเรียนชี้แจงประเด็นที่หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ นำเสนอข่าวเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรว่า ตอนนี้ตลาดข้าวอินทรีย์ล้นแล้ว ปลูกข้าวแบบใส่สารเคมีปกติราคาดีกว่า รวมไปถึงไม่ทราบข้อมูลด้านการตลาดข้าวอินทรีย์ ตลอดจนการเป็นชาวนาลำบากแนะนำให้ลงเงินให้ครอบครัวทำนาอย่างเดียวดีกว่า ดังนี้

           1. รัฐบาลปัจจุบัน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต และต้องทำการผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยมีการดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ (อินทรีย์ 1 ล้านไร่) เพื่อต้องการให้สินค้าเกษตรมีมาตรฐาน ปลอดภัย ทำให้ชาวนามีสุขภาพและพลานามัยแข็งแรง รวมทั้งผู้บริโภคก็มีสุขภาพดีด้วย ตลอดจนการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และในอนาคตการผลิตข้าวอินทรีย์จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2560-2564) ซึ่งคาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวเปลือกประมาณ 380,000 ตัน หรือเป็นข้าวสารประมาณ 247,000 ตัน เนื่องจากในกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนอย่างน้อย 3 ปี จึงจะมีผลผลิตที่สามารถผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานข้าวอินทรีย์ได้ ซึ่งปริมาณผลผลิตข้าวอินทรีย์จะทยอยออกมาในช่วงเวลา 3 ปี (ปี 2562-2564) โดยเริ่มออกในปี 2562 จำนวน 60,000 ตัน ปี 2563 ประมาณ 60,000 ตัน และปี 2564 ประมาณ 80,000 ตัน

           2. การหาตลาดรองรับข้าวอินทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการหาตลาดข้าวอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งได้เสนอคณะรัฐมนตรีขอความร่วมมือจากทุกกระทรวงในการรับซื้อข้าวอินทรีย์ รวมทั้งได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้าข้าวรับซื้อข้าวในระยะปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ประมาณตันละ 500 บาท อีกทั้งในปัจจุบันตลาดข้าวอินทรีย์ยังมีความต้องการอีกมาก เนื่องจากตลาดโลกยังมีต้องการข้าวคุณภาพ ข้าวปลอดภัย ซึ่งจากสถิติการส่งออกข้าวอินทรีย์ของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายใน 3 ปี (2554-2557) และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น