สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมติดตามความก้าวหน้า การปลูกพืชหลังนาในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ

h 004สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมติดตามความก้าวหน้า การปลูกพืชหลังนาในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมติดตามความก้าวหน้า

การปลูกพืชหลังนาในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ

m 001s

m 002 s

m 003 s

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ และแปลงเกษตรแบบผสมผสานของนายเหรียญ คำแค่วน และนายเปลี่ยน ขาเหล็ก อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

โดยมีนายธีรภัทร  ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว  นายอลงกรณ์ กรณ์ทอง ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว และนายทองมา มานะกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวแพร่ เฝ้ารับเสด็จฯ และกราบบังคมทูลถวายรายงานผลการดำเนินงาน “การปลูกพืชหลังนา” ในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ

ในการนี้ได้มีการนำเสนอ ตัวอย่าง ขนมพื้นบ้าน ข้าวสาลีคลุกมะพร้าวอ่อน” และผลิตภัณฑ์  แปรรูปจากข้าวบนพื้นที่สูง เช่น ขนมปัง เค้ก คุกกี้ บราวนี่ช็อกโกแลต ชาข้าวสาลี เป็นต้น อีกด้วย

กรมการข้าวโดยศูนย์วิจัยข้าวแพร่กองวิจัยและพัฒนาข้าวได้ดำเนินโครงการปลูกพืชหลังนาฯ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและบริโภคข้าวสาลีให้แก่เกษตรกร ในการส่งเสริมการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมการข้าวได้ปลูกทดสอบพันธุ์ข้าวสาลีในพื้นที่สาธิตด้านการเกษตรศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ โดยได้นำพันธุ์ข้าวสาลีมาทดลองปลูก จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ฝาง 60 และสะเมิง 2 ในแปลงเกษตรกรซึ่งมีนายเปลี่ยน   ขาเหล็ก เกษตรกรเจ้าของแปลง จุดทอดพระเนตรการปลูกพืชหลังนาในครั้งนี้ พบว่า พันธุ์ข้าวสาลีทั้ง 2 พันธุ์ สามารถปลูกได้ในพื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ย 310 และ 290 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ ตามลำดับ การปลูกข้าวสาลีจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการปลูกพืชหลังนา เนื่องจากข้าวสาลีมีการใช้น้ำน้อย ดูแลรักษาง่าย และเหมาะสมกับ สภาพภูมิอากาศบนพื้นที่สูง อีกทั้งข้าวสาลีสามารถใช้ประโยชน์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้  และในปี 2560 ได้ทดสอบพันธุ์ข้าวดีเด่น จำนวน 12 สายพันธุ์

ผลสัมฤทธิ์ คือ เกษตรกรได้รับความรู้จากการปลูกข้าวสาลีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถปลูกเป็นพืชหลังนาทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังนำพืชหลังนา “บัควีต” (Buckwheat) มาทดลองปลูกในแปลงเกษตรกรนี้ด้วย เพื่อศึกษา      การนำไปใช้ประโยชน์พืชชนิดนี้หลังการทำนาต่อไป ซึ่งบัควีตเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเหลี่ยม กลวง ใบที่อยู่ด้านบนเกือบ    จะไม่มีก้านใบ ดอกออกเป็นช่อ ก้านดอกสั้นสีแดงกุหลาบจนถึงสีขาว ผลเป็นผลแห้งเมล็ดสีน้ำตาลดำไปจนเกือบดำ    เมล็ดสีเขียวอ่อนแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง

“บัควีต” เป็นอาหารพบที่เทือกเขาหิมาลัย ตั้งแต่อินเดีย เนปาล ไปจนถึงพม่า จีน มองโกเลีย รวมทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการปลูกทางภาคเหนือของเวียดนามและไทย สามารถเติบโตได้ในที่ที่มีดินค่อนข้างเลว    ซึ่งไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ได้

การใช้ประโยชน์ เมล็ด : เมื่อเอาเปลือกออกแล้วมาโม่เป็นแป้งใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น แพนเค้ก เกี๊ยว เส้นก๋วยเตี๋ยวและโซบะ โจ๊ก เค้ก และขนมปังกรอบ ในสมัยโบราณบัควีตเป็นอาหารในยามขาดแคลนของญี่ปุ่น  โดยนำเมล็ดบัควีตมารับประทานเช่นเดียวกับข้าว เช่น ต้มกับน้ำทำเป็นข้าวต้ม บดเป็นแป้งแล้วมาทำเส้นโซบะ  ยอดอ่อน : รับประทานเป็นผักได้ ทุกส่วนของลำต้นเหนือดินมีฟลาโวนอยด์ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยา ในแถบเทือกเขาหิมาลัย นำบัควีตไปผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยังผลิตน้ำผึ้งจากแปลงปลูกบัควีตได้ด้วย โดยจะได้น้ำผึ้งสีเข้ม ลำต้น : ใช้ทำหญ้าแห้งเลี้ยงสัตว์ได้แต่ควรให้รวมกับหญ้าอื่น ๆ เมล็ดบัควีตที่ไม่กะเทาะเปลือกมีเส้นใยสูง นอกจากนี้     ยังมีกรดอะมิโนไลซีนสูงอีกด้วย

สืบเนื่องจากโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการพระราชดำริที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎร อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2538 ทรงเห็นความด้อยโอกาสของประชาชน จึงทรงโปรดให้ดำเนินการโครงการต่าง ๆ      เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ให้มีการสาธิตรูปแบบการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ในรูปแบบวนเกษตร เพื่อให้มีการใช้ดินอย่างถาวร (พื้นที่ทำการเกษตร โดยไม่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ทำไร่เลื่อนลอย) การทำนาขั้นบันได จะช่วยให้เกษตรกรรักและหวงแหนพื้นที่การทำเกษตร ดำรงตนได้อย่างถูกวิธี เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำน่าน จึงทรงโปรดให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯขึ้น ซึ่งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ทำกินของเกษตรกร 1,200 ไร่ พื้นที่ส่วนกลาง (พื้นที่ทรงงาน) 800 ไร่ มีจำนวนเกษตรกรในพื้นที่ 127 ครอบครัว ผลผลิตข้าวไร่ประมาณ 20 ถังต่อไร่ จากการวิเคราะห์พื้นที่พบประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ คือ เกษตรกรเกือบทั้งหมดไม่สามารถผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนตนเอง ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในหลายด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงสภาพแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและโดยรวมของประเทศในที่สุด ฉะนั้นกิจกรรมเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มผลผลิตข้าวตามแบบเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับการพัฒนาความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมการข้าวโดยศูนย์วิจัยข้าวแพร่ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตข้าวในโครงการ และโครงการนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะใช้เป็นต้นแบบการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และใช้เป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการเกษตรแบบครบวงจร ต่อไป

                นายสร้างสรรค์  ดีรื่น นายช่างภาพชำนาญงาน 

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมการข้าว : รายงาน